วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เส้นทางแห่งความฝัน


หลายชีวิตวิ่งวุ่นหาความสุขจนทำให้บางครั้งอาจหลงลืมไปบ้างว่าความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ได้มาไม่ยากสักเท่าไรบางทีมันอยู่รอบๆตัวเรานี่แหละหากอยู่ที่การมองความสุขของคุณนั้นมองในรูปแบบไหนเท่านั้นเองบางครั้งมันหาได้ไม่ยาก
ร้านนาคาเป็นร้านเล็กๆห้องคูหาเดียวกลางเมืองเชียงของผ่านเรื่องราว เสียงหัวเราะ รอยยิ้มและความเศร้ากาลเวลารอให้ผู้คนที่ชื่นชอบการเดินทางได้ตามหาความรัก ความสัมพันธืและมิตรภาพบนเส้นทางเดินใช้เวลานั่งเขียนโปร์สการ์ดสักใบหาใครสักคนที่คิดถึง ได้นั่งละเลียดกาแฟอุ่นๆนั่งมองชีวิตผู้คนผ่านการใช้ชีวิตเหมือนบางฉากบางตอนในละครเพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นในหัวใจและห้วงความรู้สึก
ครั้งแรกกับร้านนาคาบางครั้งยังนึกว่าเป็นความฝันด้วยอาการตามหาความฝันมายาวไกลกับร้านเล็กๆร้านนี้และการใช้ร้านเหล้ากึ่งกาแฟร้านนี้เป็นที่พบปะสังสรรค์กับเพื่อนเพื่อมิตรภาพอันยาวไกล...แต่อยู่นานๆไปปัญหาต่างๆผุดขึ้นมามากมายทั้งในเชียงของในจิตใจภายในและภายนอกของตัวผมเอง
บางครั้งการใช้ชีวิตคนเดียวบนหนทางแห่งความฝันแบกความเหงาและเรื่องราวต่างๆเอาไว้มากมายนั้นเริ่มก่อเกิดเป็นความทุกข์เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมเปิดร้านไปทำไมนี่เหรอความฝันที่ผมฝันถึงมันทุกห้วงเวลาตามหาโดยตลอด
และแล้วก็มีคำตอบของมันก็เจอกับผมจนได้ว่า ชีวิตและความฝันนั้นมันไม่สำคัญว่าอยู่ที่ไหนสิ่งที่ยิ่งใหญ่คือการที่เราคิดยังไงกับร้านเล็กๆและโลกใบใหญ่ใบนี้เท่าไรต่างหาก ขอบคุณที่สุดคือปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ทำให้ผมได้เข้าใจในความหมายของการใช้ชีวิตและเผชิญกับมันผ่านรอยยิ้มเล็กๆนี้ต่อไป
ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับร้านเล็กๆนี้ของผมมีความสุขกับการได้ทำงานเพื่อมวลรวมเพื่อสังคม เพื่อน้องๆ และเป็นตัวแทนแห่งการถ่ายทอดความรู้สึก ความรัก ความสัมพันธ์และมิตรภาพเพียงเท่านี้ก็เหมือนว่าผมได้เจอกับความฝันที่แท้จริงของผมแล้ว...
นาคา กาแฟ
10.2.53

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2550

นิทานเรื่องหนึ่ง


แสงแดดสาดส่องพร้อมกับบางครั้งที่แสงนั้นได้ถูกบดบังจากหมู่เมฆนั่นไม่แปลกเพราะคือเหตุการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวทุกครั้ง ของเหล่าหมู่เมฆบนท้องนภา ดอกหญ้ริมทางโน้มตัวลงเหมือนกับอยากจะบอกว่า สงสารเถิดฉันร้อนเหลือเกิน พร้อมกับความร้อนระอุของไอแดดที่สาดแสงลงมาเป็นระยะ
ไอจากหม้อต้มซุปกระดูกคละคลุ้งกลิ่นชวนรับประทานทั่วร้านนาคาในบ่ายของวันนึงในฤดูหนาว ทำให้บรรยากาศยามบ่ายของวันนี้ดูเหมือนจะไม่เหมือนทุกวันงานหลายๆๆอย่างเหมือนประทะกันทาแทบทุกด้านบางทีฉันเคยคิดที่จะหนีความวุ่นวายจากการงานไปที่ใดสักแห่งแต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าที่นั่นยังจะมีความวุ่นวายเหล่านี้ออกจากความทรงจำและความเหงาที่อยู่ในหัวใจดวงน้อยๆๆดวงนี้รึปล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เขาจะกั้นคอนพะเพ็ง



วันนี้พญานาคามาตอนบ่ายครับไปเจอข่าวนี้เลยตกใจก็นำมาฝากพี่น้องลองอ่านดูพร้อมกับภาพความสวยงามของคอนพะเพ็งครับ

ขอขอบคุณข้อมูลที่รับมาด้วยนะครับจากคุณ ซวา มาล





ในห้วงปีนี้มีผู้นิยมไปเที่ยวลาวใต้กันมากขึ้น หนังสือแนะนำแหล่งท่องเที่ยวเริ่มขยันกันออกมาอีกหลายเล่ม ความงามของแผ่นน้ำสีเงินราวน้ำทะเลที่ไม่มีรสเค็ม อีกทั้งเกาะแก่งใหญ่น้อยอีกสี่พัน หรือที่เรียกขานกันว่า สี่พันดอน และที่คนเมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ของลาวเรียกว่า หลี่ผี เหล่านี้คือปลายทางของการเชื้อเชิญให้ไปสัมผัสธรรมชาติอันอุดมทั้งความสวยสดและฝูงปลาอาหารจากแม่น้ำโขง

เมื่อปลายเดือนเมษายนต่อถึงต้นเดือนพฤษภาคมมีหัวข้อข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์และในข่าวอินเตอร์เน็ตว่าเขากำลังศึกษาวางแผนที่จะสร้างเขื่อนขนาด 240 เม็กกะวัตต์ ที่ดอนพะเพ็ง โดยการลงทุนของบริษัทเมกะเฟิร์สคอร์ป สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งได้ศึกษากันมาตั้งแต่ปี 2547 และจะแล้วเสร็จในเร็ววัน บริเวณที่จะสร้างเขื่อนอยู่บริเวณช่องฮูสะฮองระหว่างดอนสะดัมกับดอนสะฮอง หรือเรียกกันว่าเขื่อนดอนสะฮอง นับว่าเป็นเขื่อนแห่งแรกที่จะกั้นกลางแม่น้ำโขงตอนใต้ แผนการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนใต้ไม่ใช่ของใหม่ เคยเกิดขึ้นแล้วในครั้งสงครามเย็นโดยแผนการของอเมริกา ทว่าเลิกล้มไปด้วยอุปสรรคทางการสงครามในภูมิภาค

นักอนุรักษ์ในประเทศไทย กัมพูชา อเมริกาและยุโรป ออกมาทักท้วงส่งจดหมายถึงรัฐบาลลาว ไทย กัมพูชา เวียตนาม รวมทั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เวียงจันทน์ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของดอนและร่องน้ำในเขตหลี่ผี รวมทั้งให้ทบทวนถึงผลกระทบที่จะตามมาหลังจากการสร้างเขื่อนดอนสะฮองเสร็จ โดยยกตัวอย่างกรณีเขื่อนปากมูลใน จ.อุบลราชธานีของไทย ใ

ในรายงานวิจัยของ เอียน แบร์ด, เซฟ โฮแกน และบุนเพ็ง พิไลวัน (2001) ระบุว่าช่องฮูสะฮองมีปลาอพยพขึ้นผ่านช่องความยาว 7 ก.ม.นี้หลายชนิด เช่น ปลายอน ปลาสวาย ปลาเผาะ รวมทั้งปลาเกล็ดขนาดเล็กๆ ต่างๆ ซึ่งเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของชาวบ้านสามชุมชนในเขตนั้น ชาวบ้านแถวนั้นไม่มีนา ขายปลาซื้อข้าวกิน เพราะฉะนั้นการกั้นเขื่อนจะทำให้วงจรอพยพของปลาเปลี่ยนแปลง มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งในรายงานวิจัยยังระบุด้วยว่า การอพยพของปลาเริ่มต้นจากกัมพูชาผ่านคอนพระเพ็งมาจนถึงแนวชายแดนไทย-ลาว ฉะนั้นการสร้างเขื่อนจะเป็นการทำลายพื้นที่วางไข่ของปลา แหล่งอาหาร และรายได้ของชาวบ้าน คาดว่าผลกระทบนี้น่าจะแผ่มาถึงแม่น้ำโขงในอีสานของไทยด้วย

ไม่นานมานี้มีโอกาสได้ไปชมความงามของสี่พันดอน แม้ได้ไปไม่ครบทุกดอน แต่ก็เมื่อเห็นข่าวนี้แล้วทำให้ใจหาย ทั้งดีใจที่ได้ไปเห็นความงามความอุดมสมบูรณ์เป็นบุญตาเสียก่อนแล้ว และเสียใจที่หากไปเที่ยวอีกครั้งคงไม่ได้เห็นความงามเช่นนั้นอีก เสียดายอีกว่าจะไม่ได้กินปลากลางดอนแสนอร่อยเช่นกัน น้ำโขงแห่งสี่พันดอนคงจะนิ่งเย็นยิ่งกว่าที่เคยเป็น...

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550

สายน้ำแห่งชีวิตหล่อเลี้ยงวิถีผู้คนสองฝั่ง






น้ำหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชน คนต้องดูแลแม่น้ำ










วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ตำนานเมืองสุวัณณะโคมฅำ

วันนี้อากาศสบายๆนะครับ ไปเจอเรื่องๆหนึ่งแล้วสะดุดตาก็เลยเอามาเก็บไว้ในบล็อกเป็นเรื่องของเมืองๆหนึ่งซึ่งในอดีตเคยรุ่งเรืองอยู่ในอาณาจักรล้านนาที่สำคัญครับคุณ จิตร ภูมิศักดิ์ นักสู้นักเขียนของเราได้มีส่วนในงานเขียนนี้ด้วย
เชิญอ่านได้ครับพร้อมรำลึกถึง คุณ จิตร ภูมิศักดิ์ พร้อมด้วยใจคาราวะครับ
สุวัณณะโคมฅำ เป็นชื่อตำนานและชื่อเมืองโบราณในเขตจังหวัดเชียงราย ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์ได้ศึกษาสรุปว่า ตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ริมแม่น้ำโขงฝั่งลาวตรงดอนมูล เยื้องปากแม่น้ำกกลงไปทางใต้เล็กน้อย อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านสวนดอกอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
ในพงศาวดารโยนก กล่าวว่า ในช่วงปลายศาสนาของพระพุทธโกนาคมะนั้น ได้เกิดโรคระบาด ราชบุตรแห่งเมืองปาตลีบุตรจึงพาผู้คนอพยพไปตั้งอยู่ในเขตโพธิสารหลวง ต่อมาราชบุตรชื่อกุรุวงษากุมารได้สร้างเป็นเมืองขึ้นมา พอพระเจ้าโพธิสารหลวงทราบข่าวก็ไปรบหลายครั้งแต่ก็พ่ายแพ้ จนพระองค์ต้องยกราชสมบัติให้แก่กุรุวงษากุมาร ต่อมาได้เรียกชื่อแคว้นนั้นว่ากุรุรัฐและเรียกประชาชนว่า "กล๋อม"
ยังมีนางกุมารีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าเมืองได้อพยพหนีโรคร้ายไปอยู่ในป่า และพาบริวารปลูกข้าวอยู่ที่ขอบหนองแห่งหนึ่งและได้สร้างเมืองชื่อ "อินทปฐาน" ต่อมาเจ้ากุรุวงษากุมารได้นางนั้นเป็นชายาจึงรวมสองเมืองเข้าด้วยกันให้ชื่อว่า "อินทปัตถมหานคร"
จากนั้นก็มีกษัตริย์สืบมาถึง ๔๔๘๐๐ องค์ จนถึงสมัยพญาศรีวงษาได้ครองเมืองโพธิสารหลวง พระองค์มีราชบุตรสององค์คือ "อินทรวงษา"และองค์น้องชื่อ"ไอยกุมาร" ซึ่งอินทรวงษาก็ได้ขึ้นครองเมืองสืบจากพระบิดาและมีไอยกุมารเป็นอุปราช
ต่อมาราชบุตรของพญาอินทรวงษาชื่ออินทรปฐมได้อภิเษกกับธิดาของไอยอุปราช มีราชบุตรรวมห้าพระองค์อยู่ครองเมืองโพธิสารหลวง ต่อมาไอยอุปราชได้ลาจาก ตำแหน่งอุปราช และพาบริวารลงเรือขึ้นไปแม่น้ำโขง จนไปถึงเขตดอนทรายกลางน้ำแม่โขงเยื้องปากน้ำแม่กก จึงตั้งเมืองอยู่ในที่นั้น
หลังจากนางอุรสา ราชเทวีของพญาอินทรปฐมคลอดราชบุตรออกทางปากมีชื่อ "สุวัณณมุกขทวาร" เมื่ออายุ ๗ เดือนก็มีอภินิหารแรงกล้า พาหิรพราหมณ์ปุโรหิตจึงไปทูลยุยงให้ลอยแพพระกุมารและพระเทวีไปเสีย มิฉะนั้นจะเกิดอุบาทว์แก่เมือง
ฝ่ายไอยมหาอุปราช ทราบว่าพระเทวีและพระกุมารถูกลอยแพก็รีบกลับเมืองแล้วให้จัดพิธีบวงสรวงพญานาคและปักเสาประทีปโคมทองทุกท่าน้ำ ครั้งนั้นพญานาคชื่อ พญาศรีสัตตนาคก็พาบริวารนำหินไปทำฝาย ปิดทางต้นน้ำแม่โขงไว้มิให้ไหลลงสู่สมุทร(ทุกวันนี้เรียกว่า"ฝายนาค"หรือ"ลี่ผี") เมื่อน้ำท้นขึ้นเต็มฝั่งแล้ว แพของพระเทวีและพระกุมารก็ย้อนไปถึงท่าโคมฅำ ไอยมหาอุปราชจึงรับธิดาและนัดดาไว้ แล้วต่อมาก็ให้สร้างเป็นเมืองให้ชื่อว่า "สุวัณณะโคมฅำ" ฝ่ายเมืองโพธิสารหลวง เมื่อลอยแพพระกุมารและพระเทวีไปแล้วก็เกิดโรคระบาด คนหนีออกจากเมืองไปสมทบกับเมืองสุวัณณะโคมฅำเป็นอันมาก
ต่อมาพระอินทร์ต้องการให้พระราชบิดาและราชบุตรได้พบกัน จึงบันดาลให้มีม้าอัศดรไปยังเมืองโพธิสาร ซึ่งผู้จับขี่ได้คือราชกุมาร ชื่อเทวินทรบวรและม้านั้นก็พาไปพบไอยอุปราชและทุกท่านในเมืองสุวัณณะโคมฅำ เมื่อพระบิดาได้ทราบข่าวแล้วก็เชิญให้พระเทวีและพระโอรสกลับเมือง แต่นางไม่ยอมกลับ พญาอินทรปฐมและไอยอุปราชจึงอภิเษกสุวัณณมุกขทวารราชกุมารขึ้นเป็นพญาในเมืองสุวัณณะโคมฅำ
องค์เทวินทรบวรราชกุมารจึงได้ครองเมืองโพธิสาร สืบจากพระราชบิดา และได้เนรเทศพาหิรพราหมณ์เสีย พาหิรพราหมณ์จึงพาบริวารไปตั้งอยู่ที่เชิงเขา ปลายแม่น้ำกกเบื้องตะวันตก ไกลจากเมืองสุวัณณะโคมฅำชั่วระยะ ๓ คืน เนื่องจากที่อยู่นั้นเป็นถ้ำใหญ่ ต่อมาจึงตั้งชื่อว่าเมือง"อุมงคเสลานคร"
กษัตริย์ในเมืองสุวัณณะโคมฅำสืบต่อจากพญาสุวัณณมุกขทวารมีถึง ๘๔๕๕๐ องค์ จึงสิ้นสุดลง และเชื้อสายฝ่ายพาหิรพราหมณ์ เมืองอุมงคเสลานครได้เป็นใหญ่ในสุวัณณะโคมฅำ และได้ข่มเหงไพร่เมืองให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก
ยังมีชายเข็ญใจคนหนึ่ง ทำไร่อยู่ริมแม่น้ำโขง ระหว่างเมืองสุวัณณะโคมฅำและเมืองโพธิสารหลวง มีนางนาคธิดา ๓ นางไปกินข้าวไร่ของปลูกในไร่ของชายนั้น เมื่อพญาศรีสัตตนาคได้รับแจ้งจากชายเข็ญใจว่า ธิดาของตนไปลักกินพืชผลดังกล่าว จึงให้ธิดาทั้งสามแปลงเป็นคนไปรับใช้มานพนั้น ต่อมา นางทั้งสามแนะให้ชายหนุ่มไปค้าขายที่เมืองสุวัณณะโคมฅำ แต่ก็ถูกชาวเมืองทำอุบายใส่ความแล้วริบสินค้า ภายหลังนางนาคธิดาจึงไปกับเรือค้านั้นด้วย เมื่อพญาขอมในเมืองนั้นทำอุบายมาพนันเพื่อจะริบเอาสินค้า นางก็บันดาลให้พญาขอมแพ้ แต่พญาขอมไม่ยอมให้สินพนันตามสัญญาและยังหาเหตุไล่ออกจากเมืองด้วย นางจึงไปทูลพญานาคผู้บิดา พญานาคจึงพาบริวารไปขุดฝั่งน้ำ"ขลนที-ขรนที"คือน้ำของหรือแม่โขง ทำให้เมืองล่มลงในเวลาราตรี พญาขอมเจ้าเมืองและชาวเมืองจมน้ำตายไปมาก ที่เหลือก็แตกกระจายกันไป และมีจำนวนมากที่ไปสมทบอยู่กับชายเข็ญใจพ่อค้าผู้นั้นจนกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้นมา เมืองสุวัณณะโคมฅำก็ร้างกลายเป็นท่าหลวงไปได้ชื่อว่า "ท่าโคมฅำ"
อนึ่ง ตำนานเมืองสุวัณณะโคมฅำนี้ เป็นที่มาของวรรณกรรมล้านนาหลายเรื่อง ดังพบว่าเรื่อง "สิรสากุมารชาดก"ในชุดปัญญาสชาดก ก็ได้กล่าวถึงสิรสากุมารว่าคลอดจากทางปาก ถูกเนรเทศ และมีปู่ "อัยยอามาตย์"เป็นผู้อุปถัมภ์คล้ายกับเรื่องในตำนาน และยังมีเรื่องชายหนุ่มไปทำไร่และมีธิดาพญานาคไปกินพืชผล จนต้องไปเป็นผู้รับใช้ ดังปรากฏในเรื่อง "อ้อมล้อมต่อมฅำ"หรือ"ชมพูราชแตงเขียว" เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนในมุมมองของท้องถิ่นเชียงของ

ในสถานการณ์ที่รัฐชาติของแต่ละรัฐต้องการที่จะสลายพรมแดนเพื่อการค้าและระบบเศรษฐกิจแบบเดียว หรือระบบโลกเดียวดังที่เรียกกันว่า “โลกาภิวัตน์” แม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาว 4,909 กม. ก็นับได้ว่าเป็นแม่น้ำของหลายรัฐชาติ หรือที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงซึ่งมีนัยยะว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ แต่ละรัฐชาติมีประวัติศาสตร์การเมือง การปกครองและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จากธิเบต สู่จีนยูนนาน ผ่านสิบสองปันนา ถูกหมายให้เป็นเส้นพรมแดนจีน-พม่า, พม่า-ลาว, ไทย-ลาว อีกทั้งอยู่ในส่วนเฉพาะของรัฐลาว มาเป็นเส้นพรมแดนไทย-ลาว เข้าสู่กัมพูชา เข้าสู่เวียดนาม ออกสู่ทะเลจีนใต้ คำถามสำคัญจึงมีว่า แล้วจะจัดการทรัพยากรแม่น้ำโขงข้ามพรมแดนได้อย่างไร ท้องถิ่นเชียงของรับรู้สถานการณ์การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนผ่านกรณีโครงการเพื่อการเดินเรือพานิชย์เสรีในลุ่มน้ำหลานซาง-แม่โขง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโครงการร่วมข้ามรัฐระหว่างจีน พม่า ลาว ไทย โครงการนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำสัญญาตกลงระหว่างประเทศในการที่จะใช้หรือจัดการทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขงโดยละเลยการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น และเป็นตัวอย่างของการจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนที่ใช้อำนาจรัฐแบบเชิงเดี่ยว เพื่อผลทางการค้าเศรษฐกิจเสรีเป็นด้านหลัก ละเลยแง่มุมผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของชาวบ้านสองฝั่งโขง กระทั่งคนท้องถิ่นในเชียงของ-เวียงแก่นได้กระตือรือร้นที่จะออกมามีสิทธิมีส่วนในการรับรู้ข้อมูลของโครงการ ในการที่จะปกป้องแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบดั่งแม่ที่หล่อเลี้ยงตน การปกป้องแม่น้ำโขงในท้องถิ่นเชียงของ-เวียงแก่นของชาวบ้าน นั้นใช้การศึกษาวิจัยโดยจาวบ้านในเรื่องระบบนิเวศและความสำคัญของแม่น้ำโขงในบริเวณคอนผีหลง เรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่น การประสานพันธมิตรทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรรัฐ และสื่อมวลชน ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น และสิทธิของคนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของตน กระทั่งโครงการระเบิดแก่งได้ชะลอโครงการไว้เพียง 90% ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 โดยคณะกรรมการประสานความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ได้ให้เหตุผลสำคัญในส่วน 10% ที่เหลือคือตั้งแต่แก่งบริเวณคอนผีหลงของไทยไปจนถึงหลวงพระบางว่า ให้รัฐไทยและลาวได้ปักปันเขตแดนในลำน้ำโขงให้ชัดเจนก่อน ประเด็นนี้ได้สอดคล้องกับการที่กลุ่มรักษ์เชียงของได้นำเสนอข้อกังวลต่อผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงต่อฝ่ายทหารและความมั่นคงของชาติว่า การระเบิดแก่งจะทำทางน้ำและร่องน้ำลึกเปลี่ยนแปลง ร่วมทั้งตลิ่งพังทลาย นำมาซึ่งการสูญเสียดินแดนอันหมายถึงอธิปไตยของรัฐ ในขณะที่การปักปันเขตแดนไทย-ลาว ในลำน้ำโขงจากสามเหลี่ยมทองคำถึงผาไดยาว 84 กม. ยังไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นมรดกปัญหาตกทอดมาจากยุคอาณานิคม การที่คณะกรรมการประสานความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงต้องการให้รัฐไทย-ลาวสร้างพรมแดนทางน้ำที่ชัดเจนก่อนจึงน่าจะเป็นข้อสังเกตสำคัญว่ารัฐต้องการพรมแดนที่ชัดเจนเพื่อจะแบ่งแยกและจัดการกับทรัพยากรภายในและคนในท้องถิ่นต่างๆ ได้เบ็ดเสร็จยิ่งขึ้น การมีพื้นที่ทับซ้อนหรือคลุมเครือหรือไร้ตัวตนจะเป็นอุปสรรคในการจัดการทรัพยากรของรัฐ อย่างไรก็ตาม การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนที่เข้าสู่การรับรู้ของคนท้องถิ่นเชียงของในระยะเวลาไล่เลี่ยกันคือการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีน ซึ่งคนจีนเรียกว่าแม่น้ำหลานซาง และยืนยันอยู่เสมอว่า อยู่ในอธิปไตยของประเทศจีนที่จะทำอะไรก็ได้ ผลกระทบของเขื่อนต่อคนปลายน้ำในเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงไม่ปกติหรือน้ำแห้งผิดปกติ รวมทั้งผลต่อการที่น้ำทะเลหนุนเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของคนเวียตนามจึงถูกละเลยออกไป เพราะไม่ใช่แม่น้ำในประเทศของตน หากยังมอบอำนาจการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำโขงไว้แค่เพียงรัฐ หรือตัวแทนของรัฐต่างๆ หรือตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มทุนทางเศรษฐกิจการค้า ไว้เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่น่าจะเพียงพอ การให้ความสำคัญต่อคนท้องถิ่นต่างๆ หลากหลายวัฒนธรรม ในลุ่มน้ำโขงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของคนกับแม่น้ำซึ่งเปรียบเป็นแม่เดียวกันจึงน่าจะสอดคล้องกับธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้