วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550
การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนในมุมมองของท้องถิ่นเชียงของ
ในสถานการณ์ที่รัฐชาติของแต่ละรัฐต้องการที่จะสลายพรมแดนเพื่อการค้าและระบบเศรษฐกิจแบบเดียว หรือระบบโลกเดียวดังที่เรียกกันว่า “โลกาภิวัตน์” แม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาว 4,909 กม. ก็นับได้ว่าเป็นแม่น้ำของหลายรัฐชาติ หรือที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงซึ่งมีนัยยะว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ แต่ละรัฐชาติมีประวัติศาสตร์การเมือง การปกครองและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จากธิเบต สู่จีนยูนนาน ผ่านสิบสองปันนา ถูกหมายให้เป็นเส้นพรมแดนจีน-พม่า, พม่า-ลาว, ไทย-ลาว อีกทั้งอยู่ในส่วนเฉพาะของรัฐลาว มาเป็นเส้นพรมแดนไทย-ลาว เข้าสู่กัมพูชา เข้าสู่เวียดนาม ออกสู่ทะเลจีนใต้ คำถามสำคัญจึงมีว่า แล้วจะจัดการทรัพยากรแม่น้ำโขงข้ามพรมแดนได้อย่างไร ท้องถิ่นเชียงของรับรู้สถานการณ์การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนผ่านกรณีโครงการเพื่อการเดินเรือพานิชย์เสรีในลุ่มน้ำหลานซาง-แม่โขง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโครงการร่วมข้ามรัฐระหว่างจีน พม่า ลาว ไทย โครงการนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำสัญญาตกลงระหว่างประเทศในการที่จะใช้หรือจัดการทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขงโดยละเลยการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น และเป็นตัวอย่างของการจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนที่ใช้อำนาจรัฐแบบเชิงเดี่ยว เพื่อผลทางการค้าเศรษฐกิจเสรีเป็นด้านหลัก ละเลยแง่มุมผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของชาวบ้านสองฝั่งโขง กระทั่งคนท้องถิ่นในเชียงของ-เวียงแก่นได้กระตือรือร้นที่จะออกมามีสิทธิมีส่วนในการรับรู้ข้อมูลของโครงการ ในการที่จะปกป้องแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบดั่งแม่ที่หล่อเลี้ยงตน การปกป้องแม่น้ำโขงในท้องถิ่นเชียงของ-เวียงแก่นของชาวบ้าน นั้นใช้การศึกษาวิจัยโดยจาวบ้านในเรื่องระบบนิเวศและความสำคัญของแม่น้ำโขงในบริเวณคอนผีหลง เรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่น การประสานพันธมิตรทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรรัฐ และสื่อมวลชน ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น และสิทธิของคนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของตน กระทั่งโครงการระเบิดแก่งได้ชะลอโครงการไว้เพียง 90% ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 โดยคณะกรรมการประสานความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ได้ให้เหตุผลสำคัญในส่วน 10% ที่เหลือคือตั้งแต่แก่งบริเวณคอนผีหลงของไทยไปจนถึงหลวงพระบางว่า ให้รัฐไทยและลาวได้ปักปันเขตแดนในลำน้ำโขงให้ชัดเจนก่อน ประเด็นนี้ได้สอดคล้องกับการที่กลุ่มรักษ์เชียงของได้นำเสนอข้อกังวลต่อผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงต่อฝ่ายทหารและความมั่นคงของชาติว่า การระเบิดแก่งจะทำทางน้ำและร่องน้ำลึกเปลี่ยนแปลง ร่วมทั้งตลิ่งพังทลาย นำมาซึ่งการสูญเสียดินแดนอันหมายถึงอธิปไตยของรัฐ ในขณะที่การปักปันเขตแดนไทย-ลาว ในลำน้ำโขงจากสามเหลี่ยมทองคำถึงผาไดยาว 84 กม. ยังไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นมรดกปัญหาตกทอดมาจากยุคอาณานิคม การที่คณะกรรมการประสานความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงต้องการให้รัฐไทย-ลาวสร้างพรมแดนทางน้ำที่ชัดเจนก่อนจึงน่าจะเป็นข้อสังเกตสำคัญว่ารัฐต้องการพรมแดนที่ชัดเจนเพื่อจะแบ่งแยกและจัดการกับทรัพยากรภายในและคนในท้องถิ่นต่างๆ ได้เบ็ดเสร็จยิ่งขึ้น การมีพื้นที่ทับซ้อนหรือคลุมเครือหรือไร้ตัวตนจะเป็นอุปสรรคในการจัดการทรัพยากรของรัฐ อย่างไรก็ตาม การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนที่เข้าสู่การรับรู้ของคนท้องถิ่นเชียงของในระยะเวลาไล่เลี่ยกันคือการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีน ซึ่งคนจีนเรียกว่าแม่น้ำหลานซาง และยืนยันอยู่เสมอว่า อยู่ในอธิปไตยของประเทศจีนที่จะทำอะไรก็ได้ ผลกระทบของเขื่อนต่อคนปลายน้ำในเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงไม่ปกติหรือน้ำแห้งผิดปกติ รวมทั้งผลต่อการที่น้ำทะเลหนุนเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของคนเวียตนามจึงถูกละเลยออกไป เพราะไม่ใช่แม่น้ำในประเทศของตน หากยังมอบอำนาจการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำโขงไว้แค่เพียงรัฐ หรือตัวแทนของรัฐต่างๆ หรือตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มทุนทางเศรษฐกิจการค้า ไว้เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่น่าจะเพียงพอ การให้ความสำคัญต่อคนท้องถิ่นต่างๆ หลากหลายวัฒนธรรม ในลุ่มน้ำโขงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของคนกับแม่น้ำซึ่งเปรียบเป็นแม่เดียวกันจึงน่าจะสอดคล้องกับธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น